อุ่นคะ
เขียนเรื่องของพี่การุณหรือยัง พี่อยากอ่าน
อุ่นคะ พี่การุณน่ะ ท่าวิ่งสวย พี่อยากอ่านเรื่องของพี่การุณค่ะ
อุ่นครับ พี่การุณมีของดีเพียบ
จองตัวจองคิวสัมภาษณ์เลยนะครับ
อุ่นครับ พี่ว่าคุยแค่ชั่วโมงเดียวไม่น่าจะพอ
จัดเวลาเยอะไว้สักครึ่งวันนะครับ
หลายเสียงส่งมาแบบนี้ จนรู้สึกว่ารอช้าไม่ได้แล้ว
ต้องรีบรุดนัด เพราะเรื่องราวดีๆ จากนักวิ่งมาราธอนระดับโปร
ควรต้องได้รับการนำส่งถึงแฟนคลับบล็อคและแฟนคลับนักวิ่งทั่วโลกอย่างมีคุณภาพคับบล็อคกันเลยทีเดียว
และเรื่องราวที่พี่การุณกรุณาแบ่งปันให้ มีประโยชน์ในทุกถ้อยคำสำหรับนักวิ่ง และผู้ที่กำลังเริ่มวิ่ง อุ่นจึงไม่อยากตัดส่วนใดทิ้งไป ดังนั้น อุ่นจะแบ่งเรื่องราวออกเป็น 3-4 ตอน แล้วจะทยอยนำมาส่งนะคะ
... เอาล่ะ มาพบกับพี่โปร การุณ
อมรพัฒนา ในเรื่องราวของการวิ่งมาราธอนได้ ณ บัดนี้
พี่การุณแลดูหนุ่มฟ้อ แข็งแรงเฟี๊ยวฟ้าวแบบนี้
วิ่งมานานแค่ไหนแล้วคะ
20 กว่าปีแล้ว เริ่มต้นวิ่งตอนอายุประมาณ 30
ตอนนี้อายุ 55 ปีแล้ว (โอ้โห ! 55 ขวบปี ...
อุ่นประหลาดใจเสมอเมื่อได้รู้อายุของนักกีฬา
รูปร่างและหน้าตาช่างกระชากวัยอะไรเช่นนี้ ... เอาล่ะพ่อแม่พี่น้องคะ
ไม่ต้องหายาวิเศษใดๆ กีฬาๆ นี่แหละคือยาวิเศษ กระชากวัยได้เป็นสิบปี)
ได้ยินแว่วๆ ว่าพี่การุณสนใจการวิ่งด้วยสาเหตุที่เข้ากับวิถีชีวิตคนเมืองหลวงส่วนใหญ่เลยใช่มั๊ยคะ
ใช่ๆ พี่ออกวิ่งเพราะ ทำงานอยู่แถวๆ อโศก
เลิกงานรถติด และในระหว่างเดินไปเดินมาก็เห็นบางคนที่ขึ้นลิฟท์ลงลิฟท์ด้วยกัน
เขาแต่งชุดกีฬาข้ามถนนไป เราก็สงสัยว่า ไปไหนกัน ! ก็เลยตามไปดู อ๋อ เขาไป มศว.ประสานมิตร
ไปวิ่งกัน เราคิด ก็ดีนะ จะขึ้นรถกลับบ้านไปก็รถติด เดินเอ้อระเหยไปมาในออฟฟิศ
แซวคนโน้นที คนนี้ที ก็ไม่เห็นประโยชน์อะไร ก็เอาบ้าง ! ก็ข้ามไปวิ่งกับเขาบ้าง
แรกๆ เขินนะ วิ่งคนเดียว แต่งตัวก็ยังไม่ค่อยเป็น
แล้วก็ยังโดนแซวว่าไปดูเด็กนักศึกษารึเปล่าฟะ ! แล้ว
วิ่งกว่าจะครบรอบสนาม
ฟุตบอลเนี่ย โอ้โห ! แทบแย่ ถอดใจเป็นระยะๆ ก็เดินๆ วิ่งๆ
อยู่ 2-3 เดือน แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นอะไรนะ
วันนึงไปบ้านเพื่อน เผอิญเห็น
น้องของเพื่อนกำลังกรอกใบสมัครพัทยา มาราธอน เราก็เฮ้ย ! มันมีอย่างนี้ด้วยเหรอ
ไม่เคยรู้เลย ถามเขาว่าวิ่งเมื่อไหร่ ยังไง เขาบอกวิ่ง 10 กิโล เราก็เฮ้ย
ครั้งที่สอง วิ่งยังไงวะตั้ง 10 กิโล
ไม่ใช่น้อยนะ ตัวก็เล็กกว่าเรา จะวิ่งตั้ง 10 โล
... เอา เอา ในเมื่อมันมีอย่างนี้ด้วย และเราก็ตัวใหญ่กว่า เขาทำได้
เราก็น่าจะทำได้ ก็สมัครและใช้เวลาซ้อม 3 เดือน ในช่วงที่เราซ้อม
เราก็เริ่มสนุกกับการวิ่งแล้ว เพราะมันมีเป้าหมาย
พอมีเป้าหมายเราก็ศึกษาในอินเทอร์เน็ต ซ้อมมากขึ้น แต่ก็ซ้อมไม่ถึง 10 โลนะ ซ้อม 3
โล 5 โล
พอวันแข่ง ก็ขับรถไปคนเดียวนะ ประหลาดใจตัวเอง
ว่าขับรถไปทำไมวะ (ตื่นตีสาม นั่งรถ นั่งเครื่องบินไปวิ่งงานโน้น งานนั้นคนเดียว
ก็ตลกตัวเองดี (555x)) และวิ่ง 10.5
กิโลเนี่ยมันดูยิ่งใหญ่นะสำหรับเรา จากที่คิดว่าจะวิ่งได้ยังไงนะ ตั้ง 10.5 กิโล (มินิฮาล์ฟ มาราธอน) … สรุปว่าวิ่งถึงนะ ใช้เวลาไปประมาณ
หนึ่งชั่วโมงกว่า ก็เออนะ ทำได้ ! แต่ก็สงสัยนะว่าทำได้ยังไง
หรืออาจจะพูดได้เลยว่าบรรยากาศเกี่ยวข้อง “บรรยากาศพาไป”
ในสนามแรกมีอะไรสนุกๆ
หรือเรื่องประทับใจเล่าให้ฟังมั๊ยคะ
(ยิ้มแบบขำๆ พร้อมตอบว่า) มี ตรงก่อนสตาร์ท
เรามองไปรอบๆ เจอคนที่ ดูล่ำสันแข็งแรง ก็บอกตัวเองว่าจะวิ่งตามคนนี้แหละ มองไปอีก
เจอป้า โห ! ป้าจะวิ่งไหวเหรอ ผอมแห้งแรงน้อย ... แต่พอสตาร์ท กลับกันเลย เราแซงคนที่ดูล่ำสันแข็งแรง
ส่วนป้านี้นำเราไปฉิวแล้ว มันทำให้เรามีมุมมองว่า จริงๆ แล้วความแข็งแรงเนี่ย
มันไม่ใช่แค่เพียงรูปลักษณ์ที่เราเห็นกับสายตาเท่านั้น แต่มันมีอย่างอื่นภายในร่างกายที่เรามองไม่เห็น
ที่มันแตกต่างทำให้ป้าแข็งแรง
(ใช่ ใช่ ใช่ ตรงนี้อุ่นชอบ รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับใคร จนกว่าเราจะสัมผัสเขาจริงๆ)
พอวิ่งเสร็จเราก็ยืนดูนักวิ่งรุ่นต่างๆ
เข้าเส้นชัย ... เฮ้ย ! ลุง 21 กิโล เฮ้ย ! คนนั้น 42 กิโล วิ่งกันได้ยังไง อายุเยอะกว่าเราอีก อายุ
50-60 วิ่งได้ขนาดนั้น เราก็แปลกใจว่าเขาทำได้ยังไง มันก็ทำให้เราเกิดแรงท้าทายว่า
เขาทำได้เราก็ต้องทำให้ได้ เราก็เริ่มให้กิจกรรมการวิ่งเป็นกิจกรรมจริงจังในชีวิต
เมื่อมีการ วิ่งมาราธอน
มาเป็นกิจกรรมหลักอีกอย่างหนึ่ง ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างคะ
สิ่งหนึ่งที่เราได้มากๆ ด้วยนะ
มันเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา ตอนเริ่มต้นเราอายุ 30 กว่าๆ ก็เหมือนชายหนุ่มทั่วไปนะ
กินเหล้ากับเพื่อนๆ แต่พอเรามีกิจกรรมการวิ่ง เวลากินเหล้าก็ลดน้อยลง
เพราะมันไปด้วยกันไม่ได้ เช่น เราจะซ้อมวิ่งเสาร์อาทิตย์
คืนวันศุกร์เราก็ต้องนอนเร็ว หรือแม้กระทั่งระหว่างสัปดาห์เราก็วิ่งเกือบทุกวันนะ
วิ่งเย็นไม่พอ ก็มาวิ่งเช้าด้วย โอ้โห ! ตื่นตีสี่เลยครับ แล้วรอสวนลุมเปิดตีห้า
แล้วเข้าวิ่ง จนถึงหกโมง- เจ็ดโมง อาบน้ำในสวนลุม แล้วค่อยขับรถต่อไปทำงาน
เนี่ยมันทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยน และวิธีคิดก็เปลี่ยน
คือ พอเรามาวิ่งเราก็ต้องจัดเวลา
และก็ต้องกิจกรรมอย่างอื่นที่มันไร้สาระออกนะ รวมถึง
การที่จะวิ่งได้ดีก็ต้องไม่กินเหล้า
เพราะในขณะที่เรามาออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง เรากินไปทำไม มันขัดแย้งกันอยู่แล้ว รวมถึงในระยะหลังๆ เราก็ยิ่งดูแลเรื่องอาหารการกิน ไม่ได้กินเพื่ออร่อยแล้ว
แต่กินเพื่อดูแลร่างกาย ของทอดแทบไม่กิน ไม่งั้นเสียดายนะที่ออกกำลังกายไปแล้ว
ไม่มีวินัยในการกิน
วิธีคิดมันเป็นแบบนี้นะ เมื่อเราอยู่ในสนามแข่ง
มันมีตัวแปรหลายอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น คู่แข่ง ดินฟ้า อากาศ
สภาพร่างกายในวันนั้นๆ แต่เรามีสิ่งที่ควบคุมได้ก็คือควบคุมตัวเอง ในเรื่องอาหาร
ในเรื่องการฝึกซ้อม และเรื่องวิถีของชีวิตในแต่ละวัน สิ่งเหล่านี้ เราควบคุมได้
เราก็จัดการบริหารอย่างจริงจัง
และเรื่องของการมี วินัย ในการฝึกซ้อม สำคัญมาก
เช่น ดูจากนักวิ่งประเทศเคนย่า ที่มีนักวิ่งระดับโลกมาก ด้วยพื้นเพของเขาสนับสนุนในการเป็นนักกีฬาอยู่แล้ว
แต่เรื่องหนึ่งที่เขาให้ความสำคัญมากๆ แน่นอน นั่นคือ การมีวินัยในการฝึกซ้อม เพราะฉะนั้นเช่นเดียวกัน ถ้าเราต้องการที่จะปรับปรุงตัวเราเอง
ไม่ว่าจะเพื่อชัยชนะ เพื่อความสะใจ หรือเพื่อสุขภาพ ก็ต้องมีวินัย (ในชัยชนะทุกอย่าง
ต้องมีวินัยนะ)
และเรื่องของการรู้เท่าทันตัวเอง
เรื่องความอดทน เช่น ในสมัยหนุ่มๆ เราอยากจะได้อยากจะเป็น อยากได้ผลอย่างรวดเร็ว
ในหลายๆ อย่าง แต่ในบางอย่างมันต้องใช้การสะสม อย่างเช่นการเป็นนักวิ่ง
เราจะต้องสร้างความแข็งแกร่ง สร้างความอดทนขึ้นมา สำหรับในบางคนบางกลุ่มเขามีพรสวรรค์ที่ส่งเสริมให้เขาไปถึงเป้าหมายได้เร็ว
อันนั้นก็คือโชคดีที่ให้เขาเป็นต่อ แต่เราเองซึ่งเป็นคนทั่วไป
ต้องรู้และเข้าใจต้นทุนของตัวเอง ต้องอดทนกับการสร้าง ต้องเข้าใจว่าในหลายๆ เรื่องของชีวิต
ก็ต้องรู้เท่าทัน อดทน ในการลงมือทำและให้มันพัฒนาไปตามกระบวนการสร้างอย่างเป็นธรรมชาติ การใช้ชีวิตก็ต้องรู้จัก ผ่อนหนัก ผ่อนเบา
ใครเขาวิ่งเร็วกว่า ถึงจุดหมายได้เร็วกว่า
ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยสนับสนุนและต้นทุนที่มากกว่า
แต่เมื่อเราเข้าใจกระบวนการนี้และลงมือทำอย่างต่อเนื่อง เราก็ถึงเหมือนกัน
สำหรับตอนที่ 1
ขอบคุณประสบการณ์ของพี่การุณในสนามแข่งครั้งแรกว่า
เราจะไม่ตัดสินใครว่าเป็นยังไงในการเพียงแค่มองเห็นเขาเพียงรูปลักษณ์ภายนอก
การจะรู้จักใครสักคนนึงในแบบที่เขาเป็นหรือรู้จักในศักยภาพของเขาจริงๆ
คือการต้องสัมผัส และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เหมือนป้าคนนั้นที่แลดูไม่น่าจะวิ่งไหว แต่กลับวิ่งนำฉิวไปไกลแล้ว
ขอบคุณที่ช่วยเตือนว่า ความมีวินัย เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับทุกชัยชนะ
ขอบคุณที่ให้ได้เข้าใจเรื่องการรู้เท่าทัน (รู้ต้นทุนตัวเอง) และฝึกซ้อมอย่างอดทน รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา
และย้ำเตือนให้อุ่นคิดถึงประโยคนี้อีกครั้งว่า “ดอกไม้บานไม่พร้อมกัน แต่อย่างไรก็บาน” การเติบโตของดอกไม้ขึ้นอยู่กับชนิด การดูแลและการให้อาหาร เช่นเดียวกัน เราทุกคน (สำหรับในทุกภารกิจ ทุกเป้าหมาย ที่ต่างกันออกไป) ต้องใช้เวลาซ้อมมากหรือน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับต้นทุน แต่หากเข้าใจในกระบวนการธรรมชาติที่ค่อยๆ พัฒนา เติบโต และแข็งแรง ก็จะถึงเป้าหมายได้เหมือนกัน
ขอบคุณที่ช่วยเตือนว่า ความมีวินัย เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับทุกชัยชนะ
ขอบคุณที่ให้ได้เข้าใจเรื่องการรู้เท่าทัน (รู้ต้นทุนตัวเอง) และฝึกซ้อมอย่างอดทน รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา
และย้ำเตือนให้อุ่นคิดถึงประโยคนี้อีกครั้งว่า “ดอกไม้บานไม่พร้อมกัน แต่อย่างไรก็บาน” การเติบโตของดอกไม้ขึ้นอยู่กับชนิด การดูแลและการให้อาหาร เช่นเดียวกัน เราทุกคน (สำหรับในทุกภารกิจ ทุกเป้าหมาย ที่ต่างกันออกไป) ต้องใช้เวลาซ้อมมากหรือน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับต้นทุน แต่หากเข้าใจในกระบวนการธรรมชาติที่ค่อยๆ พัฒนา เติบโต และแข็งแรง ก็จะถึงเป้าหมายได้เหมือนกัน
และสำหรับตอนหน้า พบกับพี่โปร การุณ อมรพัฒนา ต่อ กับการท้าทายตัวเอง
และเคล็ดลับในการเปลี่ยนท่าวิ่งที่เคยชินมาประมาณ 20 ปี มาสู่ท่าวิ่งใหม่ที่ทั้งแข็งแรงและสวยงาม และคำเชื้อเชิญให้ลงสนามมาราธอนระดับโลก "บอสตันมาราธอน"
ปล. ขอบคุณพี่จรัญ พี่ยุ พี่โจ้อี้ และพี่ๆ ทุกคน ที่เป็นเรี่ยวแรงสนับสนุนให้แฟนคลับบล็อคและนักวิ่งทั่วโลกได้สัมผัสพี่โปร การุณ อมรพัฒนา นักวิ่งมาราธอนท่าสวยค่ะ
อุ่นไอ ไทยแลนด์
เรียบเรียง
เรียบเรียง







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น